แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าว แสดงบทความทั้งหมด

ทุกคนมาจากดาวอังคาร ไม่มีใครมาจากดาวศุกร์

จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์พบว่า สิ่งมีชีวิตต่างๆ บนโลกใบนี้ อาจมาจากดาวอังคาร เพราะลักษณะทางกายภาพของโลกเราในอดีตไม่ได้เอื้อต่อการเกิดสิ่งมีชีวิตเลย

นักธรณีเคมี ศาสตราจารย์สตีฟ เบนเนอร์ (Steve Benner) จาก Westheimer Institute for Science and Technology ในรัฐฟลอริดา กล่าวว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกน่าจะมาพร้อมกับอุกกบาตที่เป็นชิ้นส่วนของดาวอังคาร ที่กระเด็นออกมาเพราะการโดนชนหรือการประทุของภูเขาไฟ

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกของเราประกอบไปด้วยสารอินทรีย์ การให้พลังงานความร้อนและแสงสว่าง แก่โมเลกุลของสารอินทรีย์แล้วปล่อยทิ้งไว้ จะไม่ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิต แต่มันจะเปลี่ยนเป็นทาร์ น้ำมันหรือยางมะตอย

เชิญชมภาพยนตร์เต็มโดมเรื่องใหม่ "Searching for Aliens"


เตรียมพบกับภาพยนตร์ fulldome เรื่องใหม่ของท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ "Searching for Aliens: การค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก" ซึ่งจะเปิดฉายรอบพิเศษในช่วงงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ 18 - 24 สิงหาคม 2556

ทองคำมาจากไหน

แน่นอนว่าคุณกำลังอ่านบล็อกของท้องฟ้าจำลองอยู่ ดังนั้นเราจึงไม่ได้เสนอเรื่องราวการตามหาทองหรือการขุดทองตามเหมืองต่างๆ บนพื้นโลกอย่างแน่นอน

ก่อนที่จะว่ากันถึงเรื่องทอง เคยสงสัยกันไหมว่า เอ๊ะ ธาตุต่างๆ ตามตารางธาตุนั้นมาจากไหน คำตอบสำหรับคำถามนี้ก็คือ มากจากนิวเคลียร์ฟิวชั่น (Nuclear Fusion) ในดวงดาว ซึ่งก็คือการรวมตัวกันของนิวเคลียสในอะตอมและทำให้ดวงดาวส่องแสงและให้ความร้อนได้ อย่างไรก็ตามนิวเคลียร์ฟิวชั่นในดวงดาวทำให้เราได้ธาตุที่มีนิวเคลียสหนักถึงประมาณธาตุเหล็ก ส่วนธาตุที่หนักกว่าเหล็กจะเกิดมาจากการเกิด supernova หรือการระเบิดของดาว

ใช้จ่ายเงินในอวกาศอย่างไร... PayPal Galactic มีคำตอบ

Credit: John Spencer/Space Tourism Society
หลายคน (บนโลก) คงเคยทำธุรกรรมออนไลน์ผ่านทาง PayPal กันมาบ้างแล้ว ล่าสุด (ในโอกาสครบรอบ 15 ปีแห่งการก่อตั้ง) ทาง PayPal ร่วมกับหน่วยงานด้านดาราศาสตร์ระดับโลกอย่าง SETI [1] ได้เกริ่นนำถึงแผนการสำหรับธุรกิจ e-commerce ในอนาคตซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะในโลกอีกต่อไป แต่จะแผ่ขยายออกสู่อวกาศอีกด้วย และสิ่งที่เรากำลังพูดถึงกันนั้นก็คือ PayPal Galactic [2]

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์ขนาดใหญ่กว่าโลก 3 ดวง อยู่ในแถบระยะที่เอื้อต่อการมีสิ่งมีชีวิต (Habitable Zone)

ดาว Gliese 667Cd (ดวงใหญ่) และดาวเคราะห์ซูเปอร์เอิร์ทสองดวงทางด้านบนขวา (ภาพจำลอง)

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ใช้กล้องโทรทัศน์ขนาด 3.6 เมตร กอปรกับอุปกรณ์ที่เรียกว่า HARPS [1] ณ หอสังเกตการณ์ซิลลา (Silla Observatory) ประเทศชิลี ส่องไปยังดาวฤกษ์ที่มีชื่อว่า Gliese 667Cd  ในกลุ่มดาวแมงป่อง และพบดาวเคราะห์ 3 ดวงในแถบระยะที่เอื้อต่อการมีสิ่งมีชีวิต (Habitable Zone)

น่าซ่ายืนยัน! ไปดาวอังคารเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง

Credit: NASA 
ล่าสุดทีมนักวิจัยนาซ่าได้วิเคราะห์ข้อมูลจากอุปกรณ์ตรวจวัด RAD (Radiation Assessment Detector) ซึ่งถูกติดตั้งไว้กับหุ่นสำรวจ Curiosity [1] โดยพบว่าระหว่าง 253 วันของการเดินทางสู่ดาวอังคาร รังสีที่ RAD ตรวจจับได้นั้นเกินขีดความปลอดภัย ทำให้แผนของนาซ่าที่จะส่งมนุษย์อวกาศไปยังดาวอังคารไม่เกินปี 2039 ต้องถูกทบทวนใหม่ 

ผลวิเคราะห์ได้เน้นย้ำว่ารังสีที่ต้องเผชิญมีอยู่ 2 รูปแบบ แบบแรกคือรังสี (อนุภาคพลังงานสูง) จากพายุสุริยะ (solar storm) ระหว่างการเดินทางครั้งนี้ RAD ตรวจพบช่วงที่ปริมาณรังสีพุ่งสูงอย่างกระทันหัน 5 ครั้ง โดยมีสาเหตุมาจากเปลวสุริยะ (solar flare) อย่างไรก็ตามแม้ว่ารังสีชนิดนี้จะเป็นอันตรายต่อมนุษย์อวกาศ แต่มันก็มีปริมาณเพียง 5% ของรังสีทั้งหมดเท่านั้น 

ปัญหาหลักกว่า 95 % ซึ่ง RAD ตรวจจับได้คือรังสีคอสมิกที่มาจากนอกระบบสุริยะ (Galactic Cosmic Rays: GCRs) ซึ่งคืออนุภาคพลังงานสูงที่ถูกเร่งจากกระบวนการอื่นภายในกาแลกซี่ทางช้างเผือกของเรา [2] อนุภาคเหล่านี้เกิดจากซากการระเบิดของดาวที่ตายแล้ว (supernova remnants) [3] และมีพลังงานสูงกว่าอนุภาคที่ปลดปล่อยออกมาจากดวงอาทิตย์มาก นอกจากนี้รังสีคอสมิกยังมีอยู่สม่ำเสมอ... ในทุก ๆ วัน พวกมันจะพุ่งชนยานอวกาศหรือแม้แต่มนุษย์อวกาศเกือบตลอดเวลา 

เมื่อลองคำนวนปริมาณรังสีที่มนุษย์อวกาศจะได้รับหากเดินทางไปดาวอังคาร (สมมติว่าใช้เวลาเดินทางใกล้เคียงกับ Curiosity) ปริมาณรังสีที่พวกเขาจะได้รับภายใน 6 เดือนจะสูงกว่าที่มนุษย์บนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ได้รับถึง 3 เท่า (กราฟที่ 1) ยิ่งเมื่อพิจารณาการเดินทางไป-กลับ แน่นอนว่าปริมาณรังสีนั้นเกินขีดความปลอดภัยที่นาซ่ากำหนดไว้ และมีแนวโน้มสูงที่จะก่อให้เกิดมะเร็ง (นี่ยังไม่นับรวมถึงรังสีที่ได้รับขณะที่พวกเขาอยู่บนดาวอังคาร) 

กราฟที่ 1 (Credit: NASA/JPL-Caltech/SwRI)
ปัจจุบันเรามีวิธีป้องกันอนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์โดยให้มนุษย์อวกาศสวมชุดพิเศษหรือใช้แทงก์น้ำของยานเป็นตัวกำบัง (shielding) แต่การป้องกันรังสีคอสมิกต้องอาศัยตัวกำบังที่เนื้อแน่นและมีความหนาหลายเมตร ซึ่งตัวกำบังดังกล่าวยังเป็นไปไม่ได้สำหรับยานอวกาศในยุคนี้เพราะจะทำให้ยานมีน้ำหนักมากจนไม่สามารถปล่อยขึ้นฟ้าได้

ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นปรับปรุงตัวกำบังรังสีให้เบากว่าเดิม หรือพัฒนาตัวขับเคลื่อนยานให้มนุษย์อวกาศถึงจุดหมายเร็วขึ้นเพื่อย่นระยะเวลาที่ต้องเผชิญรังสี ทั้งสองแนวทางอยู่ระหว่างการค้นคว้าวิจัยโดยนาซ่า เมื่อพิจารณาแผนการเดิมที่จะส่งมนุษย์ไปดาวอังคารในช่วงปี 2030 – 2039 พวกเขายังคงมีเวลาเตรียมตัวกว่า 20 ปี [4] ซึ่งในระหว่าง 20 ปีนี้พวกเราคงได้เห็นเทคโนโลยียุคใหม่เกี่ยวกับการบินอวกาศแน่ ๆ


[1] Curiosity คือหุ่นสำรวจดาวอังคารตัวล่าสุด (Mars Science Laboratory Rover) เดินทางถึงดาวอังคารเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2012

[2] รังสีคอสมิกถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1912 ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ทราบว่ารังสีคอสมิกแท้จริงแล้วคืออนุภาคพลังงานสูง ประมาณ 90% คือโปรตอน ที่เหลืออีก 10% คืออิเล็กตรอนและนิวคลีออนของธาตุอื่น ๆ

[3] เมื่อดวงดาวเกิดการระเบิดที่เรียกว่า "ซุปเปอร์โนวา (supernova)” แรงของการระเบิดทำให้ก๊าซถูกผลักดันขยายตัวด้วยความเร็วสูง ก๊าซจะถูกอัดกันตรงผิวชั้นหน้าเกิดเป็นคลื่นกระแทก (shock wave) ซึ่งสร้างสนามแม่เหล็กความเข้มสูงขึ้นมา เมื่อโปรตอนเดินทางผ่านสนามแม่เหล็กตรงหน้าคลื่นกระแทก พลังงานจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1% โปรตอนบางตัวเดินทางกลับไปกลับมาหลายร้อยครั้งก่อนจะข้ามชั้นหน้าของก๊าซออกไปได้ ทำให้พลังงานและความเร็วถูกเร่งสูงขึ้นมาก เป็นที่มาของอนุภาคพลังงานสูงหรือรังสีคอสมิก ซากการระเบิดของดาว (supernova remnants) จึงเป็นเสมือนเครื่องเร่งอนุภาคในอวกาศนั่นเอง

[4] นอกจากนาซ่า ยังมีหน่วยงานอื่น ๆ ที่วางแผนจะส่งมนุษย์ไปดาวอังคาร เช่น Mars One และ Inspiration Mars Foundation


เรียบเรียงจาก: www.guardian.co.uk

บทความที่เกี่ยวข้อง:

MARS-500 เผย... เดินทางไปดาวอังคารอาจทำให้นอนไม่หลับและขาดสมาธิ

ห้องภายในยานอวกาศจำลองโครงการ MARS-500 (ภาพจาก NewScientist)
เนื่องจากองค์การนาซ่าวางแผนจะส่งมนุษย์ไปยังดาวอังคารในช่วงปี ค.ศ. 2030 เรื่องของผลกระทบด้านจิตวิทยาต่อตัวนักเดินทางที่จะต้องท่องไปในอวกาศอันเวิ้งว้างจึงกลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมา ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์โครงการ MARS-500 ได้เปิดเผยผลการวิจัยว่ามนุษย์อวกาศที่จะเดินทางไปดาวอังคารอาจต้องเผชิญกับการนอนไม่หลับและเสี่ยงต่อการขาดสมาธิในการทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วง

“ดาวเคราะห์คล้ายโลก” อยู่ไม่ไกลอย่างที่คิด

ภาพจำลองดาวเคราะห์คล้ายโลกโคจรรอบดาวแคระแดง Credit: David A. Aguilar (CfA)
ทีมนักวิจัยจาก Havard-Smithsonian Center for Astrophysics (CfA) ค้นพบว่าดาวเคราะห์คล้ายโลกสามารถเป็นบริวารของดาวแคระแดง [1] ในทำนองเดียวกับที่เป็นบริวารของดาวฤกษ์ทั่วไปได้ ซึ่งดาวเคราะห์ที่เป็นบริวารดาวแคระแดงเหล่านี้บางดวงมีพื้นผิวแข็ง มีขนาดใกล้เคียงกับโลก และดวงที่ใกล้ที่สุดอาจอยู่ห่างจากพวกเราเพียงประมาณ 13 ปีแสงเท่านั้น

15 กุมภาพันธ์ 2556 ดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก

ภาพจาก JPL/NASA
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 ดาวเคราะห์น้อยชื่อ 2012-DA14 ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 45 เมตร จะเคลื่อนที่เข้ามาใกล้โลกมากที่สุดด้วยความเร็วประมาณ 8 กิโลเมตรต่อวินาที โดยจะอยู่ห่างจากพื้นผิวโลกเพียง 27,680 กิโลเมตร เท่านั้น หรือที่ระยะห่างจากโลกน้อยกว่าวงโคจรของดาวเทียมสื่อสารและดาวเทียมเตรียมตรวจวัดสภาพอากาศ [1]

MESSENGER ยืนยัน ขั้วเหนือของดาวพุธมี "น้ำแข็ง"

รูปที่ 1: บริเวณขั้วเหนือของดาวพุธที่มืดมิดตลอดเวลาเพราะไม่มีแสงสว่างส่องไปถึง
ดาวพุธ (Mercury) เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด กลางวันบนดาวพุธจึงร้อนจัด แต่กลางคืนจะหนาวจัดเพราะชั้นบรรยากาศเบาบางเสียจนไม่สามารถกักเก็บความร้อนจากช่วงกลางวันได้ ดาวพุธจะเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์โดยมีแกนหมุนตั้งฉากกับระนาบการโคจร ทำให้บริเวณขั้วเหนือของดาวพุธไม่มีโอกาสได้รับแสงสว่างเลย หรือมืดมิดอยู่ตลอดเวลานั่นเอง (รูปที่ 1 และ 2)

SpaceX เปิดฉากธุรกิจขนส่งอวกาศอย่างเป็นทางการ

ช่วงปล่อยจรวด Falcon 9 ของบริษัท SpaceX (KSC Twitter Feed)
หลังจากโปรแกรม Space Shuttle ได้สิ้นสุดลงอย่างถาวรเมื่อปีก่อน ตอนนี้ NASA กำลังหันไปพึ่งบริษัทเอกชน เช่น SpaceX ในการลำเลียงวัสดุ/อุปกรณ์ขึ้นสู่สถานีอวกาศนานาชาติหรือ ISS ล่าสุดเมื่อเวลา 00.35 GMT ของวันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม SpaceX ได้ปล่อยจรวด Falcon 9 จากฐาน Cape Canaveral Air Force Station ที่รัฐฟลอริดาเป็นผลสำเร็จ ซึ่งนับเป็นการเปิดฉากเที่ยวบินเชิงธุรกิจครั้งแรกอย่างเป็นทางการในประวัติศาสตร์ [1]   

หลังทะยานออกจากฐานประมาณ 10 นาที กระสวยอวกาศ Dragon ได้ถูกสลัดออกจากจรวด Falcon 9 เพื่อมุ่งหน้าสู่ ISS โดยมีกำหนดถึงที่หมายประมาณวันพุธที่ 10 ตุลาคม    

ในการเดินทางครั้งนี้ กระสวยอวกาศ Dragon บรรทุกสินค้าหนักมากถึง 400 กิโลกรัม ประกอบด้วยเสบียงอาหาร น้ำ เสื้อผ้า เครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ และตัวอย่างชิ้นงาน Student Spaceflight Experiments Program (SSEP) ของเด็กนักเรียนกว่า 7,420 คน เกี่ยวกับการทดลองภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงที่น้อยมาก เพื่อส่งมอบของเหล่านี้ให้กับบุคลากรของ ISS ในการนำไปใช้หรือทดลองต่อ นอกจากนี้ยังบรรทุกของหายากสำหรับมนุษย์อวกาศขึ้นมาด้วย ซึ่งถูกบรรจุและส่งขึ้นมาพร้อมกับตู้แช่แข็งตัวใหม่ นั่นก็คือ "ไอศครีม Blue Bell [2]"
ไอศครีม Blue Bell (Elizabeth Hait, AOL)
ISS จะเชื่อมต่อกับกระสวย Dragon ด้วยแขนกล CanadArm 2 เพื่อขนถ่ายเสบียง ข้อดีของ Dragon คือมันถูกออกแบบมาให้สามารถกลับสู่โลกได้อย่างปลอดภัย ดังนั้นจึงสามารถนำผลการวิจัยและอุปกรณ์จาก ISS กลับลงมาได้

ภาพตัวอย่าง CanadArm 2 ที่ใช้ยึดระหว่าง ISS กับ Dragon (NASA)
วันที่ 28 ตุลาคม 2555 กระสวย Dragon จะขนส่งสิ่งของหนักกว่า 750 กิโลกรัมจาก ISS มายังโลก โดยจะตกลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณชายฝั่งของแคลิฟอร์เนียช่วงวันที่ 29 ตุลาคม 2555 ซึ่งจะเป็นการเสร็จสิ้นภารกิจโดยสมบูรณ์สำหรับการเดินทางเที่ยวแรกจากทั้งหมด 12 เที่ยวที่ NASA ทำข้อตกลงไว้กับ SpaceX ด้วยค่าจ้าง (ตามสัญญา) ที่สูงถึง 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจาก SpaceX แล้ว NASA ยังจ้าง Orbital Sciences Corp เพื่อใช้จรวด Antares ขนส่งเสบียงต่าง ๆ (ซึ่งจะมีขึ้นภายในปีนี้) อย่างไรก็ตาม SpaceX ได้เซ็นต์สัญญาเพิ่มเติมกับ NASA สำหรับการพัฒนากระสวย Dragon ให้สามารถส่งมนุษย์ขึ้นไปยัง ISS อีกด้วย

[1] SpaceX เคยปล่อยจรวด Falcon 9 พร้อมกับกระสวย Dragon อย่างเต็มรูปแบบมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาซึ่งเป็นรอบสาธิต

[2] Blue Bell เป็นชื่อแบรนด์ของไอศครีมที่ขายดีเป็นอันดับ 3 ในอเมริกา และเป็นที่นิยมรับประทานบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)

เรียบเรียงจาก 
บทความที่เกี่ยวข้อง

"การผ่าตัด" บนอวกาศ

อุปกรณ์ AISS สำหรับช่วยในการผ่าตัดภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงที่น้อยมาก (Bill Wade/Post-Gazette)
ปัจจุบันหากใครสักคนเกิดอุบัติเหตุบนอวกาศจนถึงขั้นต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน วิธีเดียวที่ทำได้คือส่งผู้ป่วยกลับมารักษาบนโลก ซึ่งนอกจากผู้ป่วยต้องแบกรับความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตระหว่างทางแล้ว การขนย้ายผู้ป่วยลงมาบนโลกยังต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่สูงมากด้วย 

Phoenix Program - โครงการฟื้นคืนชีพดาวเทียม

Phoenix satellite concept (DARPA)
Defense Advanced Research Projects Agency (DARPA) วางแผนสร้างดาวเทียมเก็บกวาดซากชิ้นส่วนของดาวเทียมดวงอื่น ๆ ที่ตายแล้ว และประกอบเศษชิ้นส่วนเหล่านั้นขึ้นเป็นดาวเทียมดวงใหม่ในอวกาศภายในปี 2015 โดยใช้แขนกลขนาดยักษ์ที่บังคับได้จากบนโลก

ภาพดาวอังคารแบบ 360 panorama โดย Curiosity

ภาพตัวอย่างดาวอังคาร 360 panorama (NASA/JPL -Caltech)
ท่านสามารถชมภาพดาวอังคารในแบบ 360 panorama ซึ่งถ่ายโดย Curiosity ในภารกิจสำรวจดาวอังคารวันที่ 2 (Sol 2 หรือ Martian solar day 2) ผ่านทาง  http://www.360pano.eu/show/?id=731

Curiosity ถึงที่หมาย... พร้อมส่งภาพสีใบแรก

“ยินดีต้อนรับสู่ดาวอังคาร” Charles Elachi ผู้อำนวยการ Jet Propulsion Laboratory (JPL) กล่าว “ค่ำคืนนี้เป็นคืนเฉลิมฉลอง การลงจอดสำเร็จลุล่วงด้วยดี พรุ่งนี้พวกเราจะเริ่มต้นสำรวจดาวอังคารกันและเริ่มต้นค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ในทุก ๆ วัน”
ภาพสีใบแรกของดาวอังคารที่ถ่ายโดย Curiosity ( NASA/JPL-Caltech/Malin Space Science Systems)
วันนี้ Curiosity ได้ส่งภาพสีใบแรกจากดาวอังคารกลับมาให้คนบนโลกได้ยลโฉมกัน ภาพ ๆ นี้ถ่ายตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2555 ซึ่งถูกกำหนดให้เป็น Sol 1 หรือ วันที่ 1 ของภารกิจสำรวจดาวอังคารของ Curiosity ภาพดังกล่าวถูกถ่ายด้วย Mars Hand Lens Imager (MAHLI) ซึ่งติดอยู่ที่ตัว Curiosity และพึ่งจะถูกเผยแพร่ในวันที่ 7 สิงหาคม 2555 เป็นภาพของบริเวณ Gale Crater หรือบริเวณที่ Curiosity ลงจอด  

แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ เราลองมาดูเหตุการณ์สำคัญและน่าตื่นเต้นในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมากัน...

วันที่ 5 สิงหาคมตามเวลา PDT (ช่วงเช้าของวันที่ 6 สิงหาคม ตามเวลา EDT) Curiosity หรือห้องทดลองเคลื่อนที่สำหรับวิเคราะห์ดาวอังคาร: Mars Science Laboratory (MSL) ได้แตะพื้นดาวอังคารเป็นผลสำเร็จ การเดินทางจากบ้านเกิดกว่า 352 ล้านไมล์ (567 ล้านกิโลเมตร) เพื่อไปยังโลกใบใหม่ได้สิ้นสุดลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตลอดการรอคอยกว่า 8 เดือน ช่วงที่สำคัญสุดคงเป็น 7 นาทีของการหย่อนตัวลงจอด ด้วยน้ำหนักที่มากถึงประมาณ 1 ตัน Curiosity ซึ่งถูกบรรจุอยู่ใน capsule จำต้องอาศัย sky crane ช่วยพยุงตัวมันเองฝ่าชั้นบรรยากาศดาวอังคารลงสู่เบื้องล่าง การลงจอดด้วยวิธีนี้ไม่เคยมีมาก่อน ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การบินอวกาศ ทำให้ 7 นาทีดังกล่าวเป็นช่วงเวลาตัดสินชะตาหรือ “Live or Die” ที่ใครหลาย ๆ คนคงลุ้นระทึก คลิปวีดีโอที่ 1 เป็น trailer บรรยากาศในห้องควบคุม JPL ขณะติดตามการลงจอดของ Curiosity 

คลิปวิดีโอที่ 1:   trailer บรรยากาศในห้องควบคุม JPL ขณะติดตามการลงจอดของ Curiosity

การลงจอดอย่างแม่นยำนอกจากจะเป็นเรื่องยากแล้ว เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทีมนักวิทยาศาสตร์ JPL ยังต้องอาศัยการเชื่อมโยงอย่างพอเหมาะพอดีกับยานสำรวจอีก 2 ลำก่อนหน้านี้ คือ Mars Odyssey orbiter (ODY) และ Mars Reconnaissance Orbiter (MRO) ซึ่ง Curiosity จะส่งคลื่นวิทยุโดยตรงกลับมายังโลก ส่วน ODY และ MRO จะคอยช่วยเป็นประจักษ์พยานระหว่างการลงจอด ทำหน้าที่เป็นตัวกลางรับ-ส่งสัญญาณวิทยุที่ซับซ้อนขึ้นจาก Curiosity เพื่อบอกเล่าเรื่องราว 7 นาที “Live or Die” ให้กับทีมผู้ติดตามของ JPL บนโลก (คลิปวิดีโอที่ 2) 

แน่นอนว่า 7 นาทีอันน่าวิตกได้ผ่านพ้นไปเรียบร้อยแล้ว Curiosity หรือ MSL เข้าสู่ชั้นบรรยากาศดาวอังคารเมื่อเวลา 1 AM EDT วันที่ 6 สิงหาคม 2555 ด้วยความเร็วสูงกว่า 5.9 km/s และแตะพื้นดาวอังคารใน 7 นาทีต่อมาตรงบริเวณ Gale Crater ใกล้กับภูเขาที่มีชื่อว่า Mount Sharp จากความสำเร็จในครั้งนี้เราคงได้เรียนรู้อะไรอีกมากมายเกี่ยวกับโลกใบใหม่ 

     คลิปวิดีโอที่ 2:   ภาพจำลองการเชื่อมโยงอย่างประจวบเหมาะของยานสำรวจดาวอังคารแต่ละลำขณะ Curiosity (MSL) ลงจอด  

รูปที่ 1: การลงจอดของ Curiosity ใน 7 นาที (ภาพจาก NASA)
ภายใต้ภารกิจหลัก 2 ปี หุ่นสำรวจ Curiosity หรือ MSL จะทำการค้นหา “สัญญาณ” สิ่งมีชีวิตขั้นพื้นฐาน Curiosity จะทะยานผ่านพื้นผิวขรุขระเพื่อค้นหาหลักฐานการมีอยู่ของ phyllosilicates และ sulfates บนพื้นทรายสีแดง Curiosity จะปีนขึ้นเหนือยอดเขาเช่น Mount Sharp ซึ่งเป็นเป็นแหล่งเก็บหลักฐานทางธรณีวิทยาของดาวอังคารตั้งแต่เมื่อ 100 – 1,000 ล้านปีที่แล้ว เพื่อวิเคราะห์ผลด้วยห้องทดลองวิทยาศาสตร์ที่พรั่งพร้อมอยู่ในตัวของมันเอง 

จากวันนี้เป็นต้นไปการสื่อสารระหว่าง Curiosity กับโลกมีอยู่ 3 ช่องทางดังรูปที่ 2 คือ
  1. Curiosity --- โลก 
  2. Curiosity --- MRO --- โลก 
  3. Curiosity --- ODY --- โลก 
รูปที่ 2: วิธีการสื่อสารระหว่าง Curiosity กับโลก (ภาพจาก NASA)
ภารกิจครั้งนี้จึงอาศัยการทำงานร่วมกันของสิ่งประดิษฐ์น่าอัศจรรย์ของมนุษย์ 3 ชิ้นหลัก ประกอบด้วย Curiosity, MRO และ ODY แต่เนื่องจากปัจจัยด้านระยะห่างของดาวอังคารกับโลก การส่งข้อมูลระหว่างดาวเคราะห์ทั้ง 2 จึงล่าช้าประมาณ 14 นาที 

รูปที่ 3 เป็นตัวอย่างภาพถ่ายชุดแรกหรือของขวัญชิ้นแรกจาก Curiosity เป็นภาพที่ถูกถ่ายด้วยเลนส์ fisheye มุมกว้าง ภาพแรก ๆ ที่เราเห็นอาจยังมีความละเอียดต่ำ เพราะ Curiosity ต้องใช้เวลาในการปรับโฟกัสดวงตาของมัน เสมือนคนที่กำลังพยายามปรับตัวเข้ากับดินแดนแห่งใหม่ ภาพถ่ายความละเอียดสูงจะถูกทยอยส่งกลับมายังโลกในวันถัด ๆ ไป รวมถึงภาพถ่ายใบแรกของดาวอังคารในรูปแบบ panorama 360 องศาอีกด้วย 

 รูปที่ 3: ตัวอย่างภาพถ่ายชุดแรกโดย Curiosity  ซึ่งต่อมา 
John Grotzinger ให้ความเห็นว่านี่คือภาพอาทิตย์ตกดินที่งดงามบนดาวอังคาร
“Today on Mars, history was made on Earth” John Holdren ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของ Obama ได้กล่าวไว้ “การลงจอดของ Curiosity คือความท้าทายขั้นสูงสุดเท่าที่เคยมีมาของทุกการสำรวจโดยใช้หุ่นยนต์” ขณะที่ Charles Bolden เจ้าหน้าที่ NASA กล่าวว่า “รอยล้อของ Curiosity บนดาวอังคารจะเป็นตัวแทนของรอยเท้ามนุษย์ Curiosity จะค้นหาคำตอบว่าดาวอังคารมีสิ่งมีชีวิตหรือไม่ และดาวอังคารจะเป็นโลกใบที่สองได้หรือไม่” คำถามเหล่านี้อยู่ในใจมนุษย์ตั้งแต่อดีตเรื่อยมา และมันจะถูกตอบโดยคนรุ่นเรา

John Grotzinger นักวิทยาศาสตร์โครงการ MSL จาก California Institute of Technology ได้กล่าวชื่นชมผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เขาบอกว่าไม่มีสิ่งใดสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กนักเรียนได้ดีไปกว่าการไปดาวอังคาร และมูลค่าของ MSL ต่ออเมริกันชนเป็นมูลค่าในเชิงภาพยนตร์... ภาพยนตร์ซึ่งแม้แต่ตัวเขาเองก็ต้องการจะดู


เรียบเรียงจาก
บทความที่เกี่ยวข้อง

Curiosity: 1 เดือนสุดท้ายก่อนแตะพื้นดาวอังคาร

ภาพจาก NASA's Mars Exploration Rover Opportunity
หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ Curiosity หุ่นสำรวจดาวอังคารตัวใหม่ซึ่งหนักราว 1 ตัน จะเดินทางถึงที่หมายช่วงวันที่ 5 สิงหาคม และจะเริ่มภารกิจยาวนานถึง 2 ปีในการบ่งชี้ว่าดาวเคราะห์สีแดงดวงนี้เอื้อต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตหรือไม่

ปัจจุบันโครงการด้านอวกาศได้ถูกตัดงบประมาณจากรัฐบาลอย่างน่าตกใจ แต่เดิม NASA ร่วมกับ ESA (องค์การอวกาศยุโรป) เคยมีแผนที่จะส่งหุ่นสำรวจไปดาวอังคารอีกในปี 2016 และ 2018 แต่ตอนนี้ NASA ได้ถอนตัวออกจากความร่วมมือดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ESA จึงต้องหันไปขอความช่วยเหลือจากรัสเซียในการสร้างและปล่อยยานอวกาศ ผู้เชียวชาญหลายคนจึงแสดงความคิดเห็นว่า Curiosity อาจเป็นหุ่นสำรวจดาวอังคารตัวสุดท้ายของอเมริกาอย่างน้อยก็ในอนาคตที่พวกเราพอจะมองเห็น

อย่างไรก็ตาม ก่อนการลงจอดของ Curiosity ในวันที่ 5 สิงหาคม วิศวกรของ NASA ยังมีเรื่องต้องกังวลอีกมาก พวกเขาเสมือนถูกหลอนโดยฝันร้ายจากเหตุการณ์ในอดีต เพราะหากมองย้อนกลับไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 อมเริกา รัสเซีย ญี่ปุ่น รวมถึงประเทศในแถบยุโรปได้เคยส่งอุปกรณ์ต่าง ๆ ออกไปนอกโลกเพื่อสำรวจดาวอังคารมาแล้วเกิน 40 ครั้ง แต่กว่าครึ่งของทั้งหมดนั้นกลายเป็นความล้มเหลว ชุดคำสั่งผิดพลาด ไม่ทำงาน หรือแม้แต่หายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอย เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นกับเครื่องตรวจวัดของรัสเซียซึ่งถูกส่งไปยังดวงจันทร์ Phobos ของดาวอังคารในเดือนพฤศจิการยนที่ผ่านมา โดยอุปกรณ์ดังกล่าวไม่สามารถหลุดพ้นจากวงโคจรของโลกได้เลย จนถึงปัจจุบัน NASA เป็นหน่วยงานเดียวที่ประสบความสำเร็จในการนำหุ่นยนต์ลงจอดบนพิ้นผิวดาวเคราะห์ได้

แต่ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยดี Curiosity จะถ่ายวิดีโอความละเอียดสูง 5 เฟรมต่อวินาทีส่งกลับมายังโลก พวกเราจะได้ชมวิดีโอจากดาวอังคารแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และแขนของ Curiosity ยังสามารถเจาะหินบนดาวอังคารเพื่อส่งตัวอย่างไปวิเคราะห์ ณ ห้องแลปทางเคมีซึ่งถูกติดตั้งพร้อมอยู่บนตัว Curiosity เอง และนี่จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ตัวแทนของมนุษย์ได้ทำการขุดเจาะพื้นผิวของโลกใบอื่น ส่วนทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนหรือไม่นั้น คงต้องรอลุ้นในอีก 1 เดือนข้างหน้านี้


เรียบเรียงจาก
  • Landing Looms for Mars Probe by Robert Lee Hotz, The Wall Street Journal, 3 July 2012 
บทความที่เกี่ยวข้อง

ประวัติศาสตร์ใหม่ - Voyager 1 กำลังเดินทางออกนอกระบบสุริยะ

ภาพจาก NASA/JPL -Caltech

ยานอวกาศ Voyager หมายเลข 1 และ 2 ได้เริ่มทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1977 จวบจนเวลาล่วงเลยมา 35 ปี บัดนี้ Voyager 1 ลอยลำอยู่ ณ ที่ซึ่งห่างไกลจากบ้านเกิดของมันกว่า 11.1 พันล้านไมล์ (โดย Voyager 2 ขณะนี้อยู่ห่างจากโลกประมาณ 9.1 พันล้านไมล์) และที่ระยะทางนี้เอง Voyager 1 ได้เคลื่อนเข้าสู่พรมแดนใหม่ กลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ชิ้นแรกในประวัติศาสตร์ที่อีกไม่นานจะข้ามผ่านเขตแดนออกสู่ภายนอกระบบสุริยะ

ข้อมูลจากยาน Voyager ใช้เวลาเดินทาง 16 ชั่วโมง 38 นาที กว่าจะมาถึงเครื่องรับสัญญาณของ NASA บนโลก การวิเคราะห์สิ่งซึ่งยานอวกาศ Voyager ตรวจวัดได้จึงล่าช้าไปตามเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตามข้อมูลจาก High Energy telescopes ที่ติดตั้งบนตัวยานทำให้นักดาราศาสตร์ทราบว่า Voyager 1 กำลังเผชิญกับอนุภาคพลังงานสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง อนุภาคพลังงานสูงเหล่านี้เกิดจากการระเบิดที่เรียกว่า supernova ของดาวฤกษ์เพื่อนบ้านของดวงอาทิตย์ (ซึ่งล้วนอยู่นอกระบบสุริยะ)

ภาพจำลองยานอวกาศ Voyager (NASA)
Ed Stone นักวิทยาศาสตร์โครงการ Voyager จาก California Institute of Technology เปิดเผยว่า "ตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2009 ถึง มกราคม ปี 2012 ยาน Voyager ต้องเผชิญกับรังสีคอสมิก (Cosmic ray) หรืออนุภาคพลังงานสูงมากขึ้นถึง 25% และตั้งแต่ 7 พฤษภาคม 2012 รังสีคอสมิกที่ยานตรวจวัดได้เพิ่มจากเดิมประมาณ 5% ต่อสัปดาห์"

โดยปกติดวงอาทิตย์จะพ่นอนุภาคที่มีประจุออกมาเกิดเป็นชั้น Heliosphere คล้ายชั้นของฟองอนุภาคทำหน้าที่เป็นเกาะป้องกันดาวเคราะห์ต่าง ๆ (โดยเฉพาะโลก) ไม่ให้ถูกพุ่งชนโดยรังสีคอสมิกมากเกินไป (ขอบเขต Heliosphere จะไม่ใช่ทรงกลม แต่จะคล้ายทรงรีเนื่องจากการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์และระบบสุริยะทั้งระบบได้ลากเอาบริเวณดังกล่าวไปด้วย) การเพิ่มขึ้นของรังสีคอสมิกอย่างเห็นได้ชัด (หรือการลดลงของฟองอนุภาคที่คอยป้องกันรังสีคอสมิก) ทำให้เรารู้ว่ายาน Voyager 1 กำลังเดินทางพ้นเขตฟองอนุภาคที่มีประจุดังกล่าว 

หลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่จะบอกว่า Voyager 1 ก้าวพ้นขอบเขตระบบสุริยะแล้วจริง ๆ คือ การเบนทิศของเส้นแรงแม่เหล็ก ขณะที่ยานยังอยู่ภายใน Heliosphere เส้นแรงแม่เหล็กจะชี้ไปในแนวตะวันออก-ตะวันตก แต่เมื่อยานออกสู่ช่องว่างของอวกาศระหว่างดวงดาว (Interstellar Space) ทิศแม่เหล็กจะเบนไปทางแนวเหนือ-ใต้มากขึ้น ปัจจุบันทีมนักวิทยาศาสตร์กำลังวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดจากยาน Voyager 1 เพื่อตรวจสอบสนามแม่เหล็กว่ามีการเบนทิศหรือไม่ โดยการวิเคราะห์นี้อาจจะต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์

นี่จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สำหรับการเดินทางสำรวจดินแดนระหว่างดวงดาวนอกระบบสุริยะ อีกไม่นานยานอวกาศ Voyager จะเป็นเสมือนตัวแทนของอารายธรรมมนุษย์ที่ล่องลอยสู่ห้วงอวกาศอันไกลแสนไกล 

อ้างอิง:

พบวัตถุประหลาด คล้าย UFO ในทะเลบอลติก

วัตถุประหลาดมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 60 ฟุต (18 เมตร) อยู่ที่ปลายรันเวย์ขนาดความยาว 985 ฟุต (300 เมตร)
วัตถุดังกล่าวนี้มีลักษณะเหมือนจานที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 60 ฟุต (18 เมตร) ถูกค้นพบที่ก้นทะเลบอลติกโดยนักสำรวจมหาสมุทรชาวสวีเดน ในตอนแรกทีมสำรวจคิดว่า วัตถุรูปทรงเหมือนกับจานดังกล่าวเป็นเพียงแค่หินผาใต้ทะเล แต่จากสำรวจลงลึกเชิงรายละเอียดพบว่า วัตถุนี้มีรูปร่างเหมือนกับเห็ดขนาดใหญ่ และสูงขึ้นมาจากพื้นทะเลประมาณ 3-4 เมตร หรือประมาณ 10-13 ฟุต ขอบด้านหนึ่งมีลักษณะเป็นวงกลมโค้ง ส่วนอีกด้านมีช่องเว้าเข้าเป็นรูปสี่เหลี่ยม (ดูรูป) พบก้อนเหินที่เรียงกันเป็นวงกลมรอบวัตถุนี้ทางด้านบน หินดังกล่าวยังถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นคล้ายเขม่าอีกด้วย

นอกจากนี้นักประดาน้ำที่ทำการสำรวจยังพบลักษณะช่องทางเหมือนกับรันเวย์ที่มีความยาว 985 ฟุต (300 เมตร) ซึ่งที่ปลายรันเวย์นี้ก็เป็นตำแหน่งที่ตั้งของวัตถุประหลาดนั่นเอง

ปีเตอร์ ลินเบิร์ก หนึ่งในทีมสำรวจยังคงยืนยันว่า ไม่มีการจำกัดความว่าวัตถุดังกล่าวนี้คืออะไร และไม่มีการกล่าวอ้างจากทีมสำรวจว่าวัตถุที่พบนั้นเป็นยานอวกาศแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม บริเวณพื้นที่ดังกล่าวนั้นไม่มีกระบวนการเกิดภูเขาไฟ แต่ทีมสำรวจยังต้องทำการวิเคราะห์บนพื้นฐานว่าวัตถุที่พบนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไรตามธรรมชาติ ลินเบิร์กและคณะยังคงอยู่ ณ พื้นที่สำรวจ เพื่อการค้นหาคำตอบว่าวัตถุที่พบดังกล่าวนั้นคืออะไร



อ้างอิง: http://gizmodo.com/5918762/divers-explore-mysterious-spaceship+shaped-object-in-baltic-sea

เปรียบเทียบ "Ontario Lacus" บนไททัน กับทะเลสาบบนโลก



Ontario Lacus คือทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในซีกโลกใต้ของดวงจันทร์ไททัน [1] ซึ่งเป็นหนึ่งในดวงจันทร์บริวารของดาวเสาร์ ขนาดของมันเล็กกว่าทะเลสาบ Ontario ในอเมริกาเหนือเพียงเล็กน้อย ข้อแตกต่างที่สำคัญคือ ทะเลสาบบนไททันเป็นของเหลวจำพวกไฮโดรคาร์บอน ไม่ใช่น้ำเหมือนบนโลก

Ontario Lacus มีความลึกเพียงไม่กี่เมตร ตั้งอยู่ตรงที่ซึ่งเกิดการยุบตัวเล็กน้อยในพื้นแอ่งตะกอนแบน ๆ ล้อมรอบด้วยแถบภูเขาลูกเล็ก และเคยถูกเชื่อว่าจะมีของเหลวเช่น มีเทน อีเทน หรือโพรเพน อยู่ถาวรตลอดทั้งปีในทะเลสาบ ข้อมูลล่าสุดจากภารกิจ Cassini-Huygens ได้เปลี่ยนแปลงความเชื่อดังกล่าว นักวิทยาศาสตร์นำโดย Thomas Cornet จาก Universite de Nantes ประเทศฝรั่งเศส ค้นพบหลักฐานช่องทางกัดเซาะตรงพื้นทะเลสาบ ช่องทางเหล่านี้ยังคงมองเห็นได้ระหว่างธันวาคม 2550 – มกราคม 2553

ข้อสรุปคือพื้นแข็งของทะเลสาบน่าจะแตกออกในบริเวณดังกล่าว นอกจากนั้นการค้นพบชั้นตะกอนรอบ ๆ Ontario Lacus บ่งบอกว่าระดับของของเหลวในอดีตควรจะสูงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

Cornet และทีมวิจัยเชื่อว่าร่องรอยตะกอนดังกล่าวเป็นผลมาจากพื้นผิวย่อยของไฮโดรคาร์บอนซึ่งบางครั้งจะถูกผลักดันขึ้นจากรอยแยกและท่วมแอ่งยุบตัว ก่อนที่จะค่อย ๆ แห้งและทิ้งร่องรอยไว้ ดังนั้นในแต่ละช่วงของปี Ontario Lacus จึงมีระดับของของเหลวไม่สม่ำเสมอเนื่องจากฐานแอ่งของมันที่มีทั้งรอยแตกและรอยกัดเซาะเป็นช่องทางให้ของเหลวสามารถถ่ายเทเข้าออกได้ตลอด

กระบวนการเดียวกันนี้เกิดกับทะเลสาบชั่วคราวบนโลก เช่นที่ Etosha Pan ประเทศนามิเบีย ในแอฟริกาใต้ ที่นั่นชั้นน้ำเค็มถูกแทรกด้วยชั้นน้ำย่อย ๆ ซึ่งเกิดจากการเพิ่มขึ้นของชั้นน้ำใต้ดินในช่วงฤดูฝน ก่อนที่จะระเหยและทิ้งร่องรอยตะกอนคล้ายลายคลื่นบ่งบอกถึงสภาวะของน้ำในทะเลสาบก่อนหน้านี้เอาไว้


[1] นอกเหนือจากโลกแล้ว ไททันคือดินแดนเพียงหนึ่งเดียวซึ่งถูกค้นพบว่ามีของเหลวที่เสถียรอยู่บนพื้นผิว ในขณะที่เกิดวัฏจักรของน้ำบนโลก เรากลับพบการเกิดวัฏจักรไฮโดรคาร์บอนบนไททัน เกิดการหมุนเวียนธาตุไฮโดรเจน คาร์บอน และไนโตรเจน ระหว่างชั้นบรรยากาศและพื้นผิวของมัน

เรียบเรียงจาก: http://www.esa.int/esaSC/SEME9CKWZ0H_index_0.html
Credits: Cassini radar image JPL/NASA. Envisat radar image ESA.
Composite image: LPGNantes.

บทความที่เกี่ยวข้อง: